Nemoj da me...
Urezi me nedge duboko u tvom secanju...
Na ovom mestu sarajevu...
Da ja postojim ovde...
Nemoj da me zaboravis zauvek...
...บันทึกฉันไว้ในความทรงจำของเธอ
ณ ที่แห่งนี้...ซึ่งฉันยังเคยมีชีวิตอยู่
ขอจงอย่าลืมเลือน...ชั่วนิรันดร์.....
'นรก สวรรค์ นักบุญ และคนบาป' ...ตื่นขึ้นมากลางดึก
ท่ามกลางความเงียบงันที่ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของตัวเอง
ฝันร้ายอีกแล้วอย่างนั้นหรอ? เหลือบมองดูที่ข้อมือตัวเองซ้ำอีกครั้ง
ร่องรอยของบาดแผลยังคงมีอยู่ ยังไม่ตายอีกหรอเนี่ย?...
สายลมของฤดูร้อน แม้จะอบอ้าวจนทำให้อารมณ์หงุดหงิด
แต่ว่าในตอนนี้ ณ เวลานี้...ความรู้สึกที่จะกระวีกระวาดทำอะไรซักอย่างของผม
มันหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ ความทรงจำเดิมๆ คำพูดเดิมๆ
วันนี้บอกได้แค่ว่าเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เป็นไปในแต่ละวัน
ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ทางตัน...มันอึดอัด กดดัน ร้อนรน
จนในท้ายที่สุด เมื่อไม่สามารถระเบิดออกมาได้
ไฟที่เคยมีอยู่ตอนนี้ที่มองเห็น ก็เป็นแค่เถ้าถ่าน...ซึ่งกำลังจะมอดไหม้เท่านั้นเอง
............................................................
.........................................
........................
17 มีนาคม...
"วันนี้ตื่นขึ้นมาเร็วกว่าปกติ เปิดสมุดเล่มเก่าออกมา ก่อนที่จะจดอะไรลงไป...ก็คิดว่า
'ตารางงานของเรายังคงแน่นอยู่เหมือนเดิมเลยนะ'
(สมุดออแกไนซ์ของผม เป็นสมุดยี่ห้อ Louis เชียวนะ)
อยากจะออกไปเที่ยวเล่นบ้างจัง...อยากไปที่ไหนไกลๆที่ๆเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน
แต่ถึงอย่างนั้น การไปพบกับธรรมชาติ ต้นไม้ และลำธาร...
คงจะดีกว่าการนอนมองดูดวงดาวกระพริบแสง จากที่บนชั้นดาดฟ้าของแมนชั่นนี้แน่ๆ
ทำไมผมถึงชอบขึ้นไปนอนดูดาวคนเดียวอย่างนั้นน่ะหรอ?
นั่นสินะ...ทั้งๆที่ชอบดวงดาวออกเสียขนาดนั้น เหตุผลน่ะหรอ?...
เหตุผลเพียงข้อเดียวก็คือ 'ผมเป็นคนอ่อนแอง่าย'
กลัวเหมือนกัน...ว่าถ้าตัวเองเกิดรู้สึกไร้ที่ยึดเหนี่ยวขึ้นมา
นาทีต่อไปหลังจากที่ได้ก้าวเท้าขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า ผมจะคิดว่า...'ตัวเองเป็นนก'
แล้วจะกระโดดโผบินขึ้นไปบนฟ้าหรือเปล่า? ถ้าทำแบบนั้นจริง...ไม่ถึง 5 นาที
ร่างที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นนี้ คงจะกระแทกพื้นดัง 'พลั่ก!!'
และแน่นอน ว่ามันคงเกินจะทน หากต้องได้ยินเสียงดัง 'โผละ!!' ขึ้นมาข้างๆหู
เมื่อกะโหลกของผมกระแทกเข้ากับพื้นซีเมนต์ที่เบื้องล่าง...
แบบนั้นมันจะดูโง่เกินไป สภาพที่น่าสมเพชขนาดนั้น...
ดังนั้นจึงคิดว่าหลีกเลี่ยงการเดินขึ้นไปที่ๆไม่มั่นคงนั่นเสีย จะดีกว่า
ไม่ได้อยากจะเขียนไดอารี่ของตัวเองให้ดูน่ากลัวขนาดนี้หรอกนะ
แต่ว่าเมื่อคืนผมฝันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย...จะเรียกฝันร้ายก็ว่าได้
ฝันถึงตัวเองอีกคน ที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลก...ความฝันนั้นแปลก และน่ากลัว
ซึ่งแน่นอนว่ามันมีอิทธิพลต่อผมมาก มากเสียจนทำให้ตอนนี้เริ่มคิดและถามตัวเอง
ว่าแท้ที่จริงแล้ว...คนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกน่ะ มันคือเราหรือเจ้านั่นกันแน่นะ?
การที่จะตอบคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ว่า...มันก็ไม่ง่ายสำหรับคนที่พึ่งตื่นนอนขึ้นมา
พร้อมๆกับความสับสนอย่างที่ผมเป็นอยู่
วันนี้จะต้องไปทำงาน ไปพบกับเพื่อนร่วมวง...พบกับพวกผู้ใหญ่
ซึ่งตอนนี้ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะพูดคุยกันสักเท่าไหร่
ตลอดเวลาเคยคิดนะว่า...อยากจะโตเร็วๆจัง
แต่ว่าการได้โตเป็นผู้ใหญ่แบบนั้นน่ะ มันดีแล้วหรอ?
ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสนใจในสิ่งที่ผมสนใจเลยสักครั้ง
แล้วอย่างนี้...ผมที่แสนจะสับสน ยังสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเองไม่ยอมรับได้อีกหรอ?
'ผู้ใหญ่ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากตัวเอง' เคยมีเด็กคนนึงเคยพูดกับผมแบบนั้น
แน่นอน...ว่าเค้าไม่ได้เด็กไปกว่าผมสักเท่าไหร่
เป็นเพื่อนที่อายุห่างกันของน้องชาย ซึ่งได้รับการแนะนำให้รู้จักกันอีกที
แต่มันก็น่าประหลาดใจ เมื่อได้รู้ว่า 'การที่ได้พูดคุยกับเด็กที่โตกว่าอายุ
มันสามารถสอนอะไรเราได้ ไม่น้อยไปกว่าการพูดคุยกับคนชรา
ผู้มากประสบการณ์ วัย 80 ปีเลย' เด็กคนนั้นบอกกับผมว่า...
'เวลาที่ผมมีเพื่อนใหม่หรือเวลาที่ผมกลับจากโรงเรียน มันน่าเบื่อมากเลย
ที่ต้องมาตอบคำถามซ้ำซาก ว่าวันนี้เหลือเงินกลับมาเท่าไหร่?
หรือเพื่อนใหม่ของผมฐานะเป็นยังไง?...ดูเหมือนเรื่องเงินจะสำคัญจังนะ?'
นั่นสิ! ผมก็ไม่ชอบคำถามแบบนี้สักเท่าไหร่เหมือนกัน...
แต่จำได้ว่า ตอนที่ตัวเองอายุเท่าเด็กคนนี้ ไม่เคยหรอกที่จะคิดเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้
มีเงิน...ก็ใช้ไป แต่พอมารู้ตัวอีกที...ตอนนี้สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา
กลายเป็นสิ่งที่พวกเค้ายกย่องบูชาเสียยิ่งกว่าพระเจ้าแล้วล่ะนะ...น่าเบื่อจัง
ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าความฝันของตัวเอง...
เพราะคิดและเชื่ออย่างนั้นมาตลอด ถึงได้พยายามที่จะก้าวต่อไป
แม้ในบางครั้งจะรู้สึกลังเล แต่ผมก็ไม่อยากยอมแพ้...ไม่อยากเสียโอกาส
ตัดสินใจแล้วว่าจะทำต่อไป...แม้ว่าจะต้องทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายใครไปบ้างก็ตาม
ยอมรับ...ว่าการที่ต้องการเดินไปเพื่อตัวเองเพียงคนเดียวนั้น มันสร้างบาดแผลขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน
ไม่ว่าจะเป็นความเอาแต่ใจที่ตัดสินใจทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองเสมอ
หรือแม้แต่การดื้อดึงที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา
ไม่ว่าอย่างไร...มันก็ทำให้คนอื่น รวมทั้งตัวเองเจ็บด้วยกันทั้งนั้น
แต่นั่นแหละ...ยอมเจ็บแต่จะไม่ยอมทิ้งมันไปเด็ดขาด
ในเมื่อหาเจอแล้ว...ในเมื่อค้นพบแล้ว สิ่งที่เรียกว่า 'ความฝัน' น่ะ
ถ้าทำสำเร็จได้จริงๆอย่างที่ตั้งใจไว้...แม้ต้องตายในนาทีต่อมาก็ไม่เสียดายหรอกนะ
.....'ความยากลำบาก 10 ปี...กับความดีใจแค่ 10 นาที'.....
ทั้งหมดนี้หากมันทำให้เรามีรอยยิ้มสุดท้ายก่อนตายได้ล่ะก็...
ชีวิตที่เกิดมาก็มีคำตอบให้กับคำถามทั้งหมดแล้วนี่นา
มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร? ตอนที่ถูกถามคำถามนี้ ผมก็ตอบไปอย่างไม่คิดว่า...
'เพื่อตามหาคำตอบของคำถามนี้ยังไงล่ะ?' มันดูเหมือนไม่ค่อยจะใช้หัวคิดสักเท่าไหร่
แต่ก็นั่นแหละ...เป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่คนอย่างผมจะตอบ
และอย่างน้อยก็ดีใจนะ...ที่ในเวลานั้นไม่ใช่คนที่สับสนอีกต่อไป สามารถตอบได้อย่างฉับพลัน
การที่เราตอบตัวเองได้อย่างนั้น ก็แสดงว่าเรายังไม่หลงทางไปไหนใช่มั้ย?
วันสุดท้ายของตัวเราจะเป็นยังไงกันนะ? ตอนที่นั่งมองท้องฟ้าก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นมา...
ถามตัวเองซ้ำอยู่อย่างนั้น...แต่กลับไม่ได้คำตอบ มันโล่งไปหมด
หัวขาวโพลนเมื่อนึกถึงอนาคตที่จบไปจากความฝันแล้ว...
สิ่งที่ตามหามาตลอดคือความฝัน...แล้วถ้าเราได้มันมาแล้วล่ะ?
ต่อไปชีวิตเรายังจะต้องการอะไรอีก? ยังจะต้องวิ่งหาอะไรอีก?
ถ้าทำได้ก็ไม่อยากหรอกนะ ไม่อยากถูกใครทิ้ง...ไม่อยากทอดทิ้งใครทั้งนั้น
แต่...ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะไม่มีหรอก หนทางที่จะได้ทุกอย่างมาโดยไม่เสียอะไรไปเลยแม้แต่อย่างเดียว
ผมรู้ตัวดี...ว่าถ้าถึงวันนั้น มันคงจะไม่มีโอกาสแม้สักนิดให้คิดทบทวนก่อนเลือกอะไรทั้งหมด...
ชีวิตที่มีค่าอยู่นี้มีเพื่ออะไรกัน? สักวันอยากจะให้เรื่องราวของผม...
ทำให้ใครหลายคนได้ตื่นขึ้น และหลุดออกจากพันธนาการทางสังคมที่มนุษย์ล้อมกรอบเอาไว้เสียที
เด็กๆมากมายไม่กล้าพอที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง
เพียงเพราะพ่อแม่ปลูกฝังมาแต่เล็ก ว่าต้องทดแทนบุญคุณจึงต้องเชื่อฟัง
จริงอยู่...ว่าพวกเค้าหวังดี แต่ถ้าไม่ได้ทดลองสัมผัสน้ำร้อนด้วยตัวเอง
เด็กๆจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าน้ำนั้นมันร้อนจริงๆหรือเปล่า?
ผมไม่ได้เกลียดผู้ใหญ่นะ เพียงแต่อคติที่มีอยู่ก็คือ 'ความไม่แน่นอน'
ความไม่แน่นอนที่พวกผู้ใหญ่มักจะทำให้เห็นก็เท่านั้น...
หลายครั้งที่พวกเค้าวาดฝันให้เราเสียสวยงาม แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้อย่างที่พวกเค้าเคยบอก
เค้าก็จะตอบเรากลับมาว่า...'นั่นเพราะเธอพยายามไม่มากพอต่างหากล่ะ'...
น่าตลกนะ แล้วแบบนี้ยังจะให้เชื่อถืออีกหรอ? ยังจะให้เดินตามกรอบที่เค้าวางไว้อีกหรอ?
....ตัวผมในฝัน ถามผมว่า 'พรุ่งนี้ของนาย จะยังคงเป็นตัวนายอยู่หรือเปล่า?'.....
และนั่นเอง ทำให้ผมรีบถามตัวเองต่อไปในทันที ว่าต่อจากนี้...ฝันที่แท้จริงของเราคืออะไร?
แล้วเรา...ควรจะก้าวเดินไปในเส้นทางไหนดี?
ถ้าพลาดเพราะตัวเองตัดสินใจเอง จะไม่โทษใครหรอก...
จะรับผิดชอบความฝัน บาดแผล และความเสียใจนั้นด้วยตัวเอง
แต่ถ้าหากต้องพลาดเพราะใครคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อถึงวันนั้น...ใครคนนั้นจะสามารถรับผิดชอบชีวิตเราไหวหรอ?
คำถามนี้ ถ้าหากถามผู้ใหญ่ที่กำลังพยายามผูกเชือกไว้ที่คอเราและอยากจะลากจูงไปมา
เชื่อได้เลย...ว่าต้องถูกตบหน้ากลับมาแน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น...มันคุ้มหรือเปล่าล่ะกับการถูกตบหน้าหนึ่งครั้ง
แต่กลับได้ใช้ชีวิตที่มีเพียงหนึ่งเดียวของตัวเอง และเพื่อตัวเราเอง
สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจเป็นอันดับแรกก็เป็นได้"
วานาตาเบะ คาสึกิ
........................
.........................................
............................................................