Prince

Raphael成員為華月舉行歌迷送別會,送別會在東京日比谷室外大音樂廳舉行,超過1萬5000名歌迷到場送別自己的偶像。隨著告別會的開始,歌迷亦越來越多,估計當天有超過1萬5000名Fans到場出席了這個送別會。在送別會的台上,除放有華月的骨灰外,亦放有其生前所喜愛的30套衣服以及10支吉他。此外,Rapheal樂隊的其他三位成員亦同時出席了當日歌迷告別會。除了代表華月感謝歌迷的前來外,他們亦與歌迷們一同演唱了華月生前親自創作的歌曲《Lost Graduation》 。據悉,華月生前最後創作的歌曲《秋風狂詩曲》,日前已經突破了5萬張的銷量。

Raphael的團員在本月22日把在地下時期所發表過的最後一張單曲「比夢還美」、「Sweet Romance」、地下時期的出道專輯「LILAC-Second Edition」、專輯「Sick-×××病人表」,還有video「-LILAC -VISION OF EXTREMES-」、「VISION OF EXTREAMES Ⅱ」等都再一次發行,如果你喜歡Raphael,卻還沒收集齊全他們的音樂的話,那可不能錯過這次的再發行!

500名華月身前好友和歌迷送別Rapheal吉他手華月

由於華月的親屬希望能夠安安靜靜地送走華月,所以在4日的追悼會上,只允許華月身前的親朋好友以及樂隊成員、中學校友等500人出席當日的追悼會,而一切傳媒記者和歌迷都不允許進入當日的追悼會現場。

當日仍然有100名FANS聚集到葬禮現場附近,默默地送別自己的偶像。為了讓歌迷們表達對偶像的悼念之情,Rapheal亦臨時決定於11月19日在東京日比穀室外音樂堂舉行歌迷告別儀式。到時舞台上將專門設立祭壇,讓歌迷與樂隊成員一齊為華月祝福。

cradit : http://www.vr99.net
ありがとう!!!

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กผู้ชายคนนึง เดินตามทางที่ทอดยาวอย่างไร้จุดหมาย
ไม่มีทางรู้...ว่าถนนสายนี้ จะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่
รู้แต่เพียงว่า สองขาที่ก้าวอยู่นั้น...ยังไม่หยุดเดิน
ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะออกเดินทางไปทำไม...
แต่สัญชาตญาณของตัวเองมันบอกกับตัวเราเองว่า
"จุดสิ้นสุดของถนนสายนี้ จะต้องมีสิ่งที่เราตามหาอยู่แน่นอน"

เดินผ่านตึกรามบ้านช่อง และร้านค้ามากมาย
ได้พบกับมนุษย์ที่ดำรงชีวิตในหลากหลายรูปแบบ...
บ้างก็อยู่ เพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่สิ้นสุดของตัวเอง
บ้าง...ก็อยู่เพื่อทำตามสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน
เด็กน้อยได้แต่มองย้อนกลับมาที่ตัวเอง...แล้วถามตัวเองว่า
"เราเกิดมาทำไมนะ?" นั่นน่ะสิ...มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร?

สองขาที่เคยก้าวเดิน...ได้หยุดเดินลง แล้วย้อนคิดกับตัวเอง
"ในเมื่อเราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม แล้วสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่ล่ะ เพื่ออะไร?"
จะหันหลังกลับ...เส้นทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่ต่างจากทางที่อยู่ข้างหน้า
ในเมื่อเลือกที่จะเดินมาแล้ว ทำไมถึงต้องย้อนกลับไปล่ะ?
ถ้าอยากจะรู้...ว่ามนุษย์เรา เกิดมาเพื่ออะไร อยากจะรู้...ว่าถนนสายนี้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน
ทำไมเราถึงไม่เดินหน้าต่อไปล่ะ? ไม่เดินไปให้ถึงจุดสิ้นสุดของถนน
สักวันหนึ่ง...เราคงจะได้คำตอบที่ตัวเรานั้นค้นหามานานเสียที

แล้วเด็กน้อยก็เดินหน้าต่อไปอย่างสุดกำลัง...ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ขอแค่เราคิดไว้เสมอ ว่าเส้นทางที่เรากำลังก้าวเดินต่อไปนั้น
จุดสิ้นสุดของถนนสายนี้ จะต้องมีสิ่งที่เราค้นหาอยู่อย่างแน่นอน
ไม่ว่าภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้น...จะมีอุปสรรคขวากหนามสักเพียงไร
ถ้าตราบใดที่ขาทั้งสองข้างยังไม่หยุดเดิน ตราบนั้น...เราก็ยังสามารถไปถึงจุดหมายของเราได้

เด็กน้อยเดินมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะถึงปลายทางของถนนเส้นนี้เสียที
กลับหยุดเดินลง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วร้องไห้
ถนนเส้นนี้ที่เฝ้าเดินทางมา เดินมาอย่างโดดเดี่ยวและไร้จุดหมาย
ไม่อยากจะลุกเดินอีกต่อไปแล้ว อยากจะนั่งอยู่แค่ตรงนี้ จะหยุดที่ตรงนี้

ทันใดนั้น...หิมะสีขาวบริสุทธิ์ ก็โปรยลงมาจากฟากฟ้า
ไอเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ...เด็กชายเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า
แล้วก็ต้องแปลกใจ ที่หิมะนับร้อยพันต่างร่วงหล่นลงมาบนพื้น
"หิมะเหล่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากตัวเรา" เด็กน้อยได้แต่คิดกับตัวเอง
นั่นสิ...หิมะเกล็ดเล็กๆเหล่านี้ ไม่เคยรู้เลย ว่าตัวเองจะต้องไปร่วงหล่น ณ แห่งหนใด
แต่ทุกครั้งที่ร่วงหล่นลงมา ตัวเองก็จะตระหนักได้ถึงความสุขของคนบนพื้นโลก

หิมะเหล่านี้ เป็นตัวแทนที่บอกกับเหล่ามวลมนุษย์บนโลกว่า "ฤดูหนาว กำลังมาเยือนอีกครา"
เด็กน้อยได้แต่มองหิมะ แล้วก็เฝ้าคิดกับตัวเอง...
"ไม่มีใคร...ที่ได้รับสิ่งที่ต้องการมาตั้งแต่เกิด ต่างต้องแสวงหาคุณค่าในตัวเองทั้งสิ้น
แล้วเรา...จะหยุดเดินทำไมล่ะ? คำตอบของคำถามที่ว่า เราเกิดมาทำไม?
เรายังค้นหาให้กับตัวเองไม่ได้เลย แล้วตัวเรา...มีค่าสำหรับใคร? เราก็ยังตอบไม่ได้เช่นกัน"
เด็กน้อยเช็ดน้ำตา ก่อนจะลุกขึ้นยืนอีกครา แล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
ด้วยความเชื่อภายในใจ ว่าสักวัน...เราจะต้องมีค่าต่อโลกใบนี้ เฉกเช่นเกล็ดหิมะเหล่านี้

จงก้าวเดินต่อไปเถอะนะ จงอย่าหยุดเดิน
ขอแค่ยังมีลมหายใจ ขอแค่ขาทั้งสองยังมีแรง...จงก้าวต่อไปเถอะ
ถนนหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก ชีวิตของเรายังอีกยาว...
จงหาคำตอบให้กับทุกคำถามของตัวเอง
วันใดที่ทำสำเร็จ...วันนั้น เราจะลิ้มรสของคำว่า "ความสุข" อย่างแท้จริง
ต่อให้เราต้องหลับใหลลงอย่างนิรันดร์ เราก็จะไม่ติดค้างกับคำถามใดๆในใจอีกแล้ว

ปลายทางของถนนสายนี้ บรรจุไปด้วยความฝัน ความหวัง และความสุขของเด็กน้อย
ขอแค่ยังก้าวเดิน สิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า...เราจะต้องได้รับมันอย่างแน่นอน
อดทนไว้นะเด็กน้อย อีกไม่นาน...เจ้าก็จะได้สิ่งที่ค้นหามาแสนนานเสียที

วานาตาเบะ คาสึกิ

...................................................................
.................................................
............................

Nemoj da me...
Urezi me nedge duboko u tvom secanju...
Na ovom mestu sarajevu...
Da ja postojim ovde...
Nemoj da me zaboravis zauvek...

...บันทึกฉันไว้ในความทรงจำของเธอ
ณ ที่แห่งนี้...ซึ่งฉันยังเคยมีชีวิตอยู่
ขอจงอย่าลืมเลือน...ชั่วนิรันดร์.....

'นรก สวรรค์ นักบุญ และคนบาป' ...ตื่นขึ้นมากลางดึก
ท่ามกลางความเงียบงันที่ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของตัวเอง
ฝันร้ายอีกแล้วอย่างนั้นหรอ? เหลือบมองดูที่ข้อมือตัวเองซ้ำอีกครั้ง
ร่องรอยของบาดแผลยังคงมีอยู่ ยังไม่ตายอีกหรอเนี่ย?...
สายลมของฤดูร้อน แม้จะอบอ้าวจนทำให้อารมณ์หงุดหงิด
แต่ว่าในตอนนี้ ณ เวลานี้...ความรู้สึกที่จะกระวีกระวาดทำอะไรซักอย่างของผม
มันหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ ความทรงจำเดิมๆ คำพูดเดิมๆ
วันนี้บอกได้แค่ว่าเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เป็นไปในแต่ละวัน
ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ทางตัน...มันอึดอัด กดดัน ร้อนรน
จนในท้ายที่สุด เมื่อไม่สามารถระเบิดออกมาได้
ไฟที่เคยมีอยู่ตอนนี้ที่มองเห็น ก็เป็นแค่เถ้าถ่าน...ซึ่งกำลังจะมอดไหม้เท่านั้นเอง

............................................................
.........................................
........................

17 มีนาคม...

"วันนี้ตื่นขึ้นมาเร็วกว่าปกติ เปิดสมุดเล่มเก่าออกมา ก่อนที่จะจดอะไรลงไป...ก็คิดว่า
'ตารางงานของเรายังคงแน่นอยู่เหมือนเดิมเลยนะ'
(สมุดออแกไนซ์ของผม เป็นสมุดยี่ห้อ Louis เชียวนะ)
อยากจะออกไปเที่ยวเล่นบ้างจัง...อยากไปที่ไหนไกลๆที่ๆเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน
แต่ถึงอย่างนั้น การไปพบกับธรรมชาติ ต้นไม้ และลำธาร...
คงจะดีกว่าการนอนมองดูดวงดาวกระพริบแสง จากที่บนชั้นดาดฟ้าของแมนชั่นนี้แน่ๆ
ทำไมผมถึงชอบขึ้นไปนอนดูดาวคนเดียวอย่างนั้นน่ะหรอ?
นั่นสินะ...ทั้งๆที่ชอบดวงดาวออกเสียขนาดนั้น เหตุผลน่ะหรอ?...
เหตุผลเพียงข้อเดียวก็คือ 'ผมเป็นคนอ่อนแอง่าย'
กลัวเหมือนกัน...ว่าถ้าตัวเองเกิดรู้สึกไร้ที่ยึดเหนี่ยวขึ้นมา
นาทีต่อไปหลังจากที่ได้ก้าวเท้าขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า ผมจะคิดว่า...'ตัวเองเป็นนก'
แล้วจะกระโดดโผบินขึ้นไปบนฟ้าหรือเปล่า? ถ้าทำแบบนั้นจริง...ไม่ถึง 5 นาที
ร่างที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นนี้ คงจะกระแทกพื้นดัง 'พลั่ก!!'
และแน่นอน ว่ามันคงเกินจะทน หากต้องได้ยินเสียงดัง 'โผละ!!' ขึ้นมาข้างๆหู
เมื่อกะโหลกของผมกระแทกเข้ากับพื้นซีเมนต์ที่เบื้องล่าง...
แบบนั้นมันจะดูโง่เกินไป สภาพที่น่าสมเพชขนาดนั้น...
ดังนั้นจึงคิดว่าหลีกเลี่ยงการเดินขึ้นไปที่ๆไม่มั่นคงนั่นเสีย จะดีกว่า

ไม่ได้อยากจะเขียนไดอารี่ของตัวเองให้ดูน่ากลัวขนาดนี้หรอกนะ
แต่ว่าเมื่อคืนผมฝันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย...จะเรียกฝันร้ายก็ว่าได้
ฝันถึงตัวเองอีกคน ที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลก...ความฝันนั้นแปลก และน่ากลัว
ซึ่งแน่นอนว่ามันมีอิทธิพลต่อผมมาก มากเสียจนทำให้ตอนนี้เริ่มคิดและถามตัวเอง
ว่าแท้ที่จริงแล้ว...คนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกน่ะ มันคือเราหรือเจ้านั่นกันแน่นะ?

การที่จะตอบคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ว่า...มันก็ไม่ง่ายสำหรับคนที่พึ่งตื่นนอนขึ้นมา
พร้อมๆกับความสับสนอย่างที่ผมเป็นอยู่
วันนี้จะต้องไปทำงาน ไปพบกับเพื่อนร่วมวง...พบกับพวกผู้ใหญ่
ซึ่งตอนนี้ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะพูดคุยกันสักเท่าไหร่
ตลอดเวลาเคยคิดนะว่า...อยากจะโตเร็วๆจัง
แต่ว่าการได้โตเป็นผู้ใหญ่แบบนั้นน่ะ มันดีแล้วหรอ?
ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสนใจในสิ่งที่ผมสนใจเลยสักครั้ง
แล้วอย่างนี้...ผมที่แสนจะสับสน ยังสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเองไม่ยอมรับได้อีกหรอ?

'ผู้ใหญ่ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากตัวเอง' เคยมีเด็กคนนึงเคยพูดกับผมแบบนั้น
แน่นอน...ว่าเค้าไม่ได้เด็กไปกว่าผมสักเท่าไหร่
เป็นเพื่อนที่อายุห่างกันของน้องชาย ซึ่งได้รับการแนะนำให้รู้จักกันอีกที
แต่มันก็น่าประหลาดใจ เมื่อได้รู้ว่า 'การที่ได้พูดคุยกับเด็กที่โตกว่าอายุ
มันสามารถสอนอะไรเราได้ ไม่น้อยไปกว่าการพูดคุยกับคนชรา
ผู้มากประสบการณ์ วัย 80 ปีเลย' เด็กคนนั้นบอกกับผมว่า...
'เวลาที่ผมมีเพื่อนใหม่หรือเวลาที่ผมกลับจากโรงเรียน มันน่าเบื่อมากเลย
ที่ต้องมาตอบคำถามซ้ำซาก ว่าวันนี้เหลือเงินกลับมาเท่าไหร่?
หรือเพื่อนใหม่ของผมฐานะเป็นยังไง?...ดูเหมือนเรื่องเงินจะสำคัญจังนะ?'
นั่นสิ! ผมก็ไม่ชอบคำถามแบบนี้สักเท่าไหร่เหมือนกัน...
แต่จำได้ว่า ตอนที่ตัวเองอายุเท่าเด็กคนนี้ ไม่เคยหรอกที่จะคิดเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้
มีเงิน...ก็ใช้ไป แต่พอมารู้ตัวอีกที...ตอนนี้สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา
กลายเป็นสิ่งที่พวกเค้ายกย่องบูชาเสียยิ่งกว่าพระเจ้าแล้วล่ะนะ...น่าเบื่อจัง

ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าความฝันของตัวเอง...
เพราะคิดและเชื่ออย่างนั้นมาตลอด ถึงได้พยายามที่จะก้าวต่อไป
แม้ในบางครั้งจะรู้สึกลังเล แต่ผมก็ไม่อยากยอมแพ้...ไม่อยากเสียโอกาส
ตัดสินใจแล้วว่าจะทำต่อไป...แม้ว่าจะต้องทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายใครไปบ้างก็ตาม
ยอมรับ...ว่าการที่ต้องการเดินไปเพื่อตัวเองเพียงคนเดียวนั้น มันสร้างบาดแผลขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน
ไม่ว่าจะเป็นความเอาแต่ใจที่ตัดสินใจทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองเสมอ
หรือแม้แต่การดื้อดึงที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา
ไม่ว่าอย่างไร...มันก็ทำให้คนอื่น รวมทั้งตัวเองเจ็บด้วยกันทั้งนั้น
แต่นั่นแหละ...ยอมเจ็บแต่จะไม่ยอมทิ้งมันไปเด็ดขาด
ในเมื่อหาเจอแล้ว...ในเมื่อค้นพบแล้ว สิ่งที่เรียกว่า 'ความฝัน' น่ะ
ถ้าทำสำเร็จได้จริงๆอย่างที่ตั้งใจไว้...แม้ต้องตายในนาทีต่อมาก็ไม่เสียดายหรอกนะ
.....'ความยากลำบาก 10 ปี...กับความดีใจแค่ 10 นาที'.....
ทั้งหมดนี้หากมันทำให้เรามีรอยยิ้มสุดท้ายก่อนตายได้ล่ะก็...
ชีวิตที่เกิดมาก็มีคำตอบให้กับคำถามทั้งหมดแล้วนี่นา

มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร? ตอนที่ถูกถามคำถามนี้ ผมก็ตอบไปอย่างไม่คิดว่า...
'เพื่อตามหาคำตอบของคำถามนี้ยังไงล่ะ?' มันดูเหมือนไม่ค่อยจะใช้หัวคิดสักเท่าไหร่
แต่ก็นั่นแหละ...เป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่คนอย่างผมจะตอบ
และอย่างน้อยก็ดีใจนะ...ที่ในเวลานั้นไม่ใช่คนที่สับสนอีกต่อไป สามารถตอบได้อย่างฉับพลัน
การที่เราตอบตัวเองได้อย่างนั้น ก็แสดงว่าเรายังไม่หลงทางไปไหนใช่มั้ย?

วันสุดท้ายของตัวเราจะเป็นยังไงกันนะ? ตอนที่นั่งมองท้องฟ้าก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นมา...
ถามตัวเองซ้ำอยู่อย่างนั้น...แต่กลับไม่ได้คำตอบ มันโล่งไปหมด
หัวขาวโพลนเมื่อนึกถึงอนาคตที่จบไปจากความฝันแล้ว...
สิ่งที่ตามหามาตลอดคือความฝัน...แล้วถ้าเราได้มันมาแล้วล่ะ?
ต่อไปชีวิตเรายังจะต้องการอะไรอีก? ยังจะต้องวิ่งหาอะไรอีก?
ถ้าทำได้ก็ไม่อยากหรอกนะ ไม่อยากถูกใครทิ้ง...ไม่อยากทอดทิ้งใครทั้งนั้น
แต่...ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะไม่มีหรอก หนทางที่จะได้ทุกอย่างมาโดยไม่เสียอะไรไปเลยแม้แต่อย่างเดียว
ผมรู้ตัวดี...ว่าถ้าถึงวันนั้น มันคงจะไม่มีโอกาสแม้สักนิดให้คิดทบทวนก่อนเลือกอะไรทั้งหมด...

ชีวิตที่มีค่าอยู่นี้มีเพื่ออะไรกัน? สักวันอยากจะให้เรื่องราวของผม...
ทำให้ใครหลายคนได้ตื่นขึ้น และหลุดออกจากพันธนาการทางสังคมที่มนุษย์ล้อมกรอบเอาไว้เสียที
เด็กๆมากมายไม่กล้าพอที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง
เพียงเพราะพ่อแม่ปลูกฝังมาแต่เล็ก ว่าต้องทดแทนบุญคุณจึงต้องเชื่อฟัง
จริงอยู่...ว่าพวกเค้าหวังดี แต่ถ้าไม่ได้ทดลองสัมผัสน้ำร้อนด้วยตัวเอง
เด็กๆจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าน้ำนั้นมันร้อนจริงๆหรือเปล่า?
ผมไม่ได้เกลียดผู้ใหญ่นะ เพียงแต่อคติที่มีอยู่ก็คือ 'ความไม่แน่นอน'
ความไม่แน่นอนที่พวกผู้ใหญ่มักจะทำให้เห็นก็เท่านั้น...
หลายครั้งที่พวกเค้าวาดฝันให้เราเสียสวยงาม แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้อย่างที่พวกเค้าเคยบอก
เค้าก็จะตอบเรากลับมาว่า...'นั่นเพราะเธอพยายามไม่มากพอต่างหากล่ะ'...
น่าตลกนะ แล้วแบบนี้ยังจะให้เชื่อถืออีกหรอ? ยังจะให้เดินตามกรอบที่เค้าวางไว้อีกหรอ?

....ตัวผมในฝัน ถามผมว่า 'พรุ่งนี้ของนาย จะยังคงเป็นตัวนายอยู่หรือเปล่า?'.....
และนั่นเอง ทำให้ผมรีบถามตัวเองต่อไปในทันที ว่าต่อจากนี้...ฝันที่แท้จริงของเราคืออะไร?
แล้วเรา...ควรจะก้าวเดินไปในเส้นทางไหนดี?

ถ้าพลาดเพราะตัวเองตัดสินใจเอง จะไม่โทษใครหรอก...
จะรับผิดชอบความฝัน บาดแผล และความเสียใจนั้นด้วยตัวเอง
แต่ถ้าหากต้องพลาดเพราะใครคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อถึงวันนั้น...ใครคนนั้นจะสามารถรับผิดชอบชีวิตเราไหวหรอ?
คำถามนี้ ถ้าหากถามผู้ใหญ่ที่กำลังพยายามผูกเชือกไว้ที่คอเราและอยากจะลากจูงไปมา
เชื่อได้เลย...ว่าต้องถูกตบหน้ากลับมาแน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น...มันคุ้มหรือเปล่าล่ะกับการถูกตบหน้าหนึ่งครั้ง
แต่กลับได้ใช้ชีวิตที่มีเพียงหนึ่งเดียวของตัวเอง และเพื่อตัวเราเอง
สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจเป็นอันดับแรกก็เป็นได้"

วานาตาเบะ คาสึกิ
........................
.........................................
............................................................